ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
 
เริ่มค้นหา
สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย
คณะกรรมาธิการบริหาร
เลขาธิการ
ติดต่อสมาคม
Eng
 
 

 “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการพัฒนาประเทศ”

 


นายกรัฐมนตรีฝากอปท.-เทศบาลนำแผนปรองดอง 5 ข้อลงสู่ท้องถิ่น

นายกรัฐมนตรีขอให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล ร่วมกันนำแผนปรองดองลงสู่ประชาชนในท้องถิ่น พร้อมฝากนักการเมืองทุกระดับช่วยกันฟื้นฟูศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบการเมือง และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น

วันนี้ (13 มิ.ย.) เวลา 13.00 น. ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอภิรักษ์  โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี  และคณะ เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมใหญ่สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย (ส.ท.ท) ครั้งที่ 53 ประจำปี 2553  โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ส่วนราชการจังหวัดสงขลา นายกเทศมนตรี และปลัดเทศบาลทั่วประเทศจำนวน 2,006 แห่ง ส.ส.ในพื้นที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้

การจัดการประชุมครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์สานความกลมเกลียวและความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  นำปัญหาข้อขัดข้องในการบริหารงานมาปรึกษาหารือเพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของงาน  รับทราบแนวนโยบายของรัฐบาลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์กรแห่งความเป็นเลิศในด้านการบริหารงานและการบริการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน   ก่อให้เกิดแนวคิดในการพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็ง  ภายใต้ความพอเพียงและพึ่งพาตนเอง  สร้างความเจริญให้แก่ท้องถิ่น   และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการพัฒนาประเทศว่า  เทศบาลเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบหนึ่ง ที่มีพันธกิจและบทบาทครอบคลุมเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของประชาชน เป็นกลไกลในระดับท้องถิ่น ใกล้ชิดกับประชาชน และมีการทำงานสนองตอบประชาชนด้านการบริการสาธารณะ โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นรากฐานของประชาธิปตย จึงเป็นองค์กรที่สำคัญต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า  รัฐบาลให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจมาตลอด ถึงแม้รัฐบาลบริหารประเทศได้ประมาณ 1 ปีเศษ ๆ  ได้มีการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ยังล่าช้าไปมาก เพราะสถานการณ์การเมืองที่ไม่นิ่ง กฎหมายที่เกี่ยวกับท้องถิ่นที่ค้างอยู่ 4 ฉบับ  ก็พยายามเร่งรัดให้เข้าสภาฯ ให้หมด ก่อนที่รัฐบาลจะหมดวาระ เช่น กฎหมายการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยการวางรากฐานของประชาธิปไตยให้แข็งแกร่ง ให้ประชาชนเข้าใจว่าประชาธิปไตยที่มีมากกว่าการลงคะแนนเสียง และการเดินขบวน เมื่อไม่พอใจเท่านั้น

นอกจากนี้จะการออกกฎหมายปกครองรูปแบบพิเศษเพิ่มมากขึ้น โดยในเร็วๆ  นี้จะยกฐานะเทศบาลเมืองแม่สอด ให้เป็นการปกครองในรูปแบบพิเศษ เหมือนกับกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา เพราะเมืองการค้าชายแดนและลักษณะเศรษฐกิจเฉพาะ ให้อำนาจท้องถิ่นเพิ่มขึ้น เพื่อให้ท้องถิ่นเดินหน้าไม่หยุด  แต่ทั้งนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องเริ่มคิดในการที่จะรับมือกับความเติบโตของสังคมเมือง และการบริหารจัดการ และทิศทางการพัฒนาในเชิงโครงการสร้างที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น โดยเฉพาะท้องถิ่นที่เป็นสังคมเมือง

นายกรัฐมนตรี  กล่าวถึงปัญหางบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่เพียงพอต่อการพัฒนาท้องถิ่นนั้น  รัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาอย่างดีที่สุด ไม่ใช่เฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้นที่มีปัญหาเรื่องงบประมาณ ทุกกระทรวง ทบวง กรม มีปัญหาเรื่องการตัดงบประมาณเหมือนกันหมด ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจเมื่อปลายปี 2551 ทำให้รายได้จากการจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่า เป้าหมาย ซึ่งคิดเป็นมูลค่าของเงินที่สูญหายไปเกือบประมาณ 200,000 ล้านบาท  อีกทั้งต้องกันงบประมาณไว้เพื่อสำรองเรื่องของภัยธรรมชาติ เพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้โดยตรง

สำหรับในปีงบประมาณ 2554 คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้น  ซึ่งปัจจุบันมีการจัดเก็บภาษีได้เกินเป้าหมาย และอาจจะมีการยกเลิกพระราชบัญญัติการกู้เงินพิเศษ 4 แสนล้านบาทด้วย ถ้ารัฐบาลเห็นว่าเมื่อฐานะทางการคลังดีขึ้น  ส่วนเงินงบประมาณของท้องถิ่นบางส่วนที่ในปัจจุบันได้นับรวมกับงบประมาณส่วนกลาง อาทิ งบประมาณเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เรื่องของการศึกษา และค่าตอบแทนของ อสม.ในปีงบประมาณปีหน้ารัฐบาลจะดึงเงินประมาณส่วนนี้กลับมายังส่วนกลาง แต่ยังให้ท้องถิ่นเป็นคนบริหารจัดการในเรื่องของการลงทะเบียน การจ่ายเงิน และการตรวจสอบความถูกต้อง โดยที่รัฐบาลจะเพิ่มงบประมาณในส่วนอื่นๆ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามที่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายแทน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เรื่องของสถานการณ์บ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความตั้งใจของรัฐบาลในการที่จะขับเคลื่อนกระบวนการฟื้นฟู  ปฏิรูป และการสร้างความปรองดองในชาติ นั้น ไม่ใช่เรื่องการเมือง ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง แต่เป็นความพยายามที่จะรักษาการเมืองในระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในระบบรัฐสภา มีนิติรัฐ  และนิตธรรม  และพร้อมที่จะยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ถ้าหากเห็นว่าบ้านเมืองมีความสงบ มีความเหมาะสม และถ้าการเลือกตั้งใหม่จะมีส่วนช่วยในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาของประเทศได้ การตัดสินใจของรัฐบาลไม่ได้คิดเรื่องผลในทางการเมืองระหว่างพรรคการเมือง แต่อยากให้บ้านเมืองเดินหน้าไปในลักษณะที่สงบ สันติ เกิดการยอมรับของทุกภาคส่วน ซึ่งความสูญเสีย ความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากความวุ่นวายทางการเมืองมักจะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน  ไม่ได้เกิดขึ้นกับนักการเมือง                        

ทั้งนี้ แผนปรองดองทั้ง 5 ข้อ ที่รัฐบาลได้ประกาศไปแล้วนั้นทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีส่วนช่วยในการสนับสนุนให้แผนสำเร็จเป็นอย่างมากในหลายๆ ด้าน เช่น เรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรมในท้องถิ่น เรื่องของการดูแลสื่อท้องถิ่นให้จะต้องเป็นสื่อจริงๆ  ไม่ใช่สื่อที่ถูกตั้งขึ้นมาเป็นสื่อการเมือง ที่มีการปลุกปั่น ยุยงส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง เกิดความเกลียดชังเพื่อผลประโยชน์ของพรรคการเมือง และเรื่องของการตรวจสอบและหาข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์การชุมนุมที่ผ่านมา ถ้าใครมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการค้นหาความจริงที่เกิดขึ้น ขอให้ประสานมายังรัฐบาล โดยที่รัฐบาลจะทำเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาและทำทุกสิ่งอย่างโปร่งใสที่สุด โดยได้มอบหมายให้องค์กรอิสระเข้ามาทำงานซึ่งมีความอิสระในการทำงานอย่างเต็มที่ ขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ช่วยกันสอดส่อง ดูแลในเรื่องนี้                        

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การปรองดองไม่ได้จำกัดอยู่แค่ 5 ข้อ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถที่จะเสริมปรับแต่ง และสามารถที่จะริเริ่มทำสิ่งเหล่านี้ได้ และเรื่องของแผนปรองดองไม่ใช่เรื่องของการทำผิดให้เป็นถูก ไม่ใช่การฮั้วการเมือง และการจัดทำแผนไม่ได้เอากลุ่มบุคคล เอาสี เอาภาค เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง แต่เป็นการหยิบเอาปัญหา และจุดแข็งของสังคมมาหลอมรวมประเทศชาติให้มีความเข้มแข็ง และฟื้นฟูเดินไปข้างหน้าได้ อะไรที่เป็นปมความขัดแย้งก็มาช่วยกันคลี่คลาย อะไรที่จะเป็นหลักชัยทำให้เกิดความสำเร็จมากขึ้น ก็ช่วยกันระดมสรรพกำลัง เพื่อนำมาหลอมรวมสังคมและจิตใจของคนทั้งประเทศ                      

ท้ายสุดนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ถ้าปัญหาทั้งหมดเริ่มต้นมาจากการเมือง ก็ต้องขอให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น ซึ่งล้วนแล้วเป็นนักการเมืองทั้งสิ้น กลับมาทบทวนกันใหม่ ว่าการเมืองแบบไหนที่จะทำให้สังคมประเทศชาติเดินหน้าได้ และการเมืองแบบไหนที่นำมาซึ่งความแตกแยก ความรุนแรง และทำให้ประเทศชาติเสียหาย นักการเมืองทุกระดับต้องช่วยกันฟื้นฟูศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบการเมือง และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น

---------------------------------

 แหล่งที่มา

กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
นราวุธ สักลอ รายงาน/ธวัชชัย คุ้มคลองโยง ถ่ายภาพ
 

 

 ภาพการประชุมใหญ่53 @หาดใหญ่