ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
 
เริ่มค้นหา
เทศบาลตำบลลาดชะโด
สายตรงนายกเทศมนตรี
สถานที่ท่องที่ยว
ความเป็นมาของลาดชะโด
ประวัติตลาดลาดชะโด
เรือ รุ่งเรืองรัศมี
ติดต่อเทศบาล
ที่พัก
  
เทศบาลตำบลลาดชะโด > ปาฏิหาริย์หลวงพ่ออิ่ม  

ปาฏิหาริย์หลวงพ่ออิ่ม

เกี่ยวกับเทศบาล
ประวัติเทศบาล
ยุทธศาสตร์และการพัฒนา
วิสัยทัศน์และนโยบาย
ภารกิจเทศบาล
คณะผู้บริหาร
สมาชิกสภาเทศบาล
นักบริหารงานเทศบาล
สำนักปลัด
กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
กองคลัง
กองช่าง
กองการศึกษา
ประกาศจัดซื้อจัดจ้าง
รายงานการประชุม
โครงการที่ดำเนินงาน
รูปภาพ
ภาพตลาดลาดชะโด
ภาพเก่าเล่าอดีต
ลาดชะโดเมืองน่าอยู่
งานแห่เทียนพรรษาทางน้ำ 2554
รายการ
คำขวัญหมู่บ้านลาดชะโด
รางวัลพระราชทาน
ภาพยนตร์และละครที่มาถ่ายทำที่ลาดชะโด
รางวัลเทศบาลน่าอยู่
รางวัลสถานที่ทำงานน่าอยู่ น่าทำงาน
รางวัลศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๔
ที่นี่ลาดชะโด
ความเป็นมาของลาดชะโด
ประวัติตลาดลาดชะโด
ประวัติวัดลาดชะโด
ปูชนียบุคคลลาดชะโด
บันทึกหรีดผ้าชาวลาดชะโด
ประวัติศาลเจ้าลาดชะโด
ปาฏิหาริย์หลวงพ่ออิ่ม
ที่พัก
เรือนแพลาดชะโด
Modify settings and columns

 ชีวประวัติหลวงพ่ออิ่ม (ภาคปาฏิหาริย์)

      เมื่อสมัยที่ข้าพเจ้ายังเด็กได้เคยไปถือศีลอุโบสถกับผู้เฒ่าผู้แก่ ในสมัยนั้นอยู่เป็นประจำและได้ฟังผู้เฒ่าผู้แก่ เคยพูดให้ข้าพเจ้าฟังเกี่ยวกับปาฏิหาริย์ต่างๆ  ของหลวงพ่ออิ่ม เช่น

       ปาฏิหาริย์เกี่ยวกับเรื่องราวการสร้างศาลาใหญ่หลังปัจจุบัน ซึ่งมีเสาไม้ต้นใหญ่หลายตันเป็นเสาของศาลา ซึ่งที่มาของเสาต่างๆเหล่านี้ ผู้เฒ่าผู้แก่ ได้เล่าว่าสมัยก่อนศาลาหลังเก่ามีลักษณะพื้นต่ำ มีเสาต้นเล็กมีหลังคาพอบังแดดและฝนเท่านั้นไม่ใหญ่โตเก่าเท่าปัจจุบันครั้งหนึ่งได้มีพวกควาญช้างได้เดินทางผ่านมาโดยมีช้างมา ๕ เชือกได้นำช้างมาผูกไว้บริเวณศาลา และได้พักอยู่บริเวณนั้น พวกเด็กวัดจึงพากันไปดูช้าง และเห็นพวกควาญช้าง เข้าไปพักใต้ถุนศาลาและทำการประกอบอาหารโดยทำการก่อไฟหุงข้าว   พวกเด็กวัดได้เข้าไปดูปรากฎว่าเห็นพวกควาญช้าง ทำการถากหน้าแข้ง ทำฟืนหุงข้าว พวกเด็กวัดก็เกิดแปลกใจจึงได้ไปบอกหลวงพ่ออิ่มว่า พวกควาญช้างได้ทำการถากน่าแข้ง หุงข้าวซึ่งน่าอ้ศจรรย์ยิ่งนัก หลวงพ่ออิ่มได้ฟังเด็กวัดพูดดังนั้น จึงบอกเด็กวัดว่า พวกควาญช้างใช้วิชาอาคมบังตาได้ถากเอาเสาศาลาไปทาฟืนหุงข้าวเสียแล้ว หลวงพ่ออิ่มจึงบอกให้เด็กวัดคนนั้น ไปหากะลาก้นกวงมาให้หน่อย เด็กวัดจึงไปนำกะลามาให้ เมื่อได้กะลามาแล้วหลวงพ่ออิ่มได้ทำการคว่ำกะลาลงกับพื้นและบอกให้พวกเด็กวัด ไปดูว่าช้างที่พวกควาญช้างผูกไว้ยังอยู่ไหมเมื่อพวกเด็กวัดไปดูปรากฎว่า ช้างทั้ง ๕ เชือกได้หายไปเด็กวัดจึงแปลกใจมากว่าช้างหายไปอย่างไรสักพักหนึ่งพวกควาญช้างได้เข้ามาขอขมาหลวงพ่ออิ่มว่าตนเองผิดไปแล้ว ที่ถากเอาเสาศาลาไปทำฟืนหุงข้าว ขอให้หลวงพ่ออิ่มคืนช้างให้พวกตนและได้สัญญาว่า ในปีหน้าจำนำซุงมาให้หลวงพ่ออิ่ม ๑๐ ต้น เพื่อทำเสาสร้างศาลา เมื่อหลวงพ่ออิ่มได้เห็นว่า พวกควาญช้าง สำนึกผิดและได้มาขอขมาจึงทำการเปิดกะลาที่ครอบเอาไว้ออกปรากฎว่าช้างทั้ง ๕ เชือกยังอยู่ที่เดิม เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจยิ่งนักและในปีต่อมาพวกควาญช้างได้ทำการลากซุงมาถวายหลวงพ่อตามที่สํญญาไว้ โดยนำช่างมาทำการแต่งซุงให้เป็นเสาด้วย หลวงพ่อจึงนำเสาที่ได้มาทำการสร้างศาลาใหม่จนเป็นศาลาหลังปัจจุบัน

  

      ปาฏิหาริย์ตะกรุดหนังเหนียว เรื่องมีอยู่ว่าในสมัยก่อน ตาหนิดและตาผันมีเรื่องทะเลาะกัน ซึ่งตาหนิดเป็นคนมีของโดยมีไข่ทองแดง(มีลูกอัณฑะใบเดียว) ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นคนที่หนังเหนียวฟันแทงไม่เข้า ฝ่ายตาผันมีศักดิ์เป็นหลานหลวงพ่ออิ่ม จึงได้นัดกันไปฟันกันที่ข้างโบสถ์ บริเวณขอบสระโดยที่แต่ละคนให้ถือดาบไปคนละเล่มเมื่อทั้งคู่มาเจอกันตามนัด ก็ได้ใช้ดาบที่ต่างคนต่างเอามาเข้าฟันโดยฟันกันอยู่พักหนึ่งก็ได้นั่งพักเหนื่อยกินน้ำแล้วกลับมาฟันกันต่อ แต่ต่างคนก็ต่างฟันไม่เข้าด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นทั้งคู่จึงแปลกใจจึงหยุดพักและหยุดคุยกันว่าแต่ละคนมีของดีอะไร ฝ่ายตาหนิดก็บอกว่าตนมีไข่ทองแดงฟันแทงไม่เข้า ฝ่ายตาผันก็บอกว่าตนเองมีตะกรุดหลวงพ่ออิ่มเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ทั้งคู่เริ่มคุยถูกคอและได้เป็นเพื่อนกันตลอดมา

       ครั้งหนึ่งลูกศิษย์หลวงพ่ออิ่มคนหนึ่งเป็นคนชอบกัดปลามากแต่ไม่เคยกัดปลาชนเลยสักครั้งหนึ่งจึงบอกหลวงพ่อว่าตนไม่เคยกัดปลาชนะเลยต้องการชนะสักครั้งหนึ่ง หลวงพ่อจึงบอกให้ลูกศิษย์ไปหาใบจากมา เมื่อลูกศิษย์ไปนำใบจากมาให้หลวงพ่อ หลวงพ่อจึงนำใบจากมาตัดเป็นรูปตัวปลาแล้วเสกคาถาและนำใบจากตัดใส่ลงไปในขวดปรากฎว่าใบจากได้กลายเป็นปลากัดอย่างน่าอัศจรรญื ลูกศิษย์จึงได้นำปลากัดที่ได้ไปกัดปรากฎว่าชนะแต่เมื่อตักปลาขึ้นมาพ้นน้ำปลากัดได้กลายเป็นใบจากเหมือนเดิมความจึงแตกว่าเป็นปลาที่หลวงพ่อเสกขึ้น

          ครั้งหนึ่งในตอนเช้ามีพระซึ่งบวชใหม่ กำลังฉันข้าวอยู่ปรากฎว่าหลวงพ่ออิ่มบอกว่าให้พระรีบฉันข้าวไวๆเดี๋ยวจะได้ไปดับไฟกัน พระสงฆ์รูปนั้นจึงถามหลวงพ่ออิ่มว่าดับอะไร หลวงพ่อจึงบอกว่าเมื่อคืนมีคนมาขโมยปลาวัดไปกินดังนั้น วันนี้ ไฟจะไหม้บ้านมัน ให้รีบฉันข้าวซึ่งเมื่อพระฉันข้าวอิ่มก็ปรากฎว่ามีเสียงโวยวายจึงออกไปดู ปรากฎว่าเกิดไฟไหม้จริงๆ พระรูปนั้นจึงแปลกใจว่าหลวงพ่ออิ่มรู้ได้อย่างไรว่าจะไหม้เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก