เทศบาลตำบลป่าซาง
ประวัติเทศบาล
ศูนย์ข้อมูลข่าวสารฯเทศบาลตำบลป่าซาง
กระดานสนทนา
ติดต่อเทศบาล
  
เริ่มค้นหา
เทศบาลตำบลป่าซาง > สถานธนานุบาล  

สถานธนานุบาล

เกี่ยวกับเทศบาล
ประวัติเทศบาล
โครงสร้างการบริหารงานเทศบาลตำบล
สภาเทศบาล
ยุทธศาสตร์การพัฒนา
วิสัยทัศและนโยบาย
ภารกิจเทศบาล
พันธกิจเทศบาล
รายงานทางการเงิน
แผนพัฒนาเทศบาล
แผนอัตรกำลัง 3 ปี
รายงานกิจการ
หน่วยงานภายใน
สำนักปลัดเทศบาล
กองการศึกษา
กองคลัง
กองช่าง.
กองสาธารณสุขฯ
กองสวัสดิการสังคม
กองวิชาการและแผนงาน
หน่วยตรวจสอบภายใน
สถานธนานุบาล
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลป่าซาง
รายการ
งานสภาเทศบาล
ประกาศเทศบาล
กองทุนหลักประกันสุขภาพ
โครงการฟ้อนยองและฟ้อนยองประยุกต์
กระดานข่าว - รับฟังความคิดเห็น
เอกสารเผยแพร่
ข้อมูลทั่วไป
ข้อมูลสภาพทั่วไป
ข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค
ข้อมูลด้านการเงินการคลัง
ข้อมูลด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ
ข้อมูลด้านสังคม
ข้อมูลด้านสาธารณสุข
ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม
ข้อมูลด้านอื่นๆ
อื่นๆ
ติดต่อเทศบาล
ปฏิทินกิจกรรม
Modify settings and columns
สถานธนานุบาลเทศบาลตำบลป่าซาง
 

 

สถานธนานุบาล

 

โครงสร้างสถานธนานุบาลเทศบาลตำบลป่าซาง

 

ประวัติความเป็นมาของโรงรับจำนำและการจัดตั้งสถานธนานุบาล 

 
 

                                 การรับจำนำในประเทศไทยมีมาตั้งแต่สมัยโบราณปรากฏตามหลักฐานในรัชสมัยพระบรมโกษฐ์  แห่งกรุงศรีอยุธยา  โดยโปรดให้ตราเป็นพระราชกำหนดขึ้นเมื่อ  พ.ศ. 2234  ปรากฏในพระราชกำหนดเก่ากฎ  40  ลงวันอังคาร  เดือน  3  ขึ้นค่ำหนึ่งปีระกา  ตรีศก  จุลศักราช  1130  เพื่อควบคุมการรับจำนำ  โดยกำหนดให้การรับจำนำกระทำในเวลากลางวัน  การให้จำนำกันให้แต่คนที่รู้จักกันดี  และในปี  พ.ศ. 2411  มีการตราพระราชบัญญัติ  ลงวันศุกร์  เดือนสี่  ขึ้นสองค่ำ  ปีมะโรง  สัมฤทธิ์ศก  จุลศักราช  1230  กำหนดไม่ให้เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าชั่งละ    1  บาท ต่อเดือน

                                ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชการที่ 5  ทางราชการเข้าควบคุม         การดำเนินกิจการรับจำนำ  โดยโปรดเกล้าให้ตราพระราชบัญญัติโรงรับจำนำรัตนโกสินทร์ศก  114  ขึ้นใช้บังคับตั้งแต่วันที่  1  เมษายน  พ.ศ. 2439  กำหนดให้ผู้ที่จะตั้งโรงรับจำนำต้องขออนุญาต  มีการกำหนดค่าธรรมเนียม  และระยะเวลาการใช้ใบอนุญาต  กำหนดเวลาจำนำและไถ่ถอนกำหนดให้จัดทำตั๋วจำนำ  และบัญชีไว้เป็นหลักฐาน  และกำหนดอัตราดอกเบี้ยจำนำ

                                ใน  พ.ศ. 2480  รัฐบาลได้ออกกฎหมายโรงรับจำนำฉบับใหม่มาใช้บังคับ  กำหนดหลักการอนุญาตให้การตั้งโรงรับจำนำต้องกระทำโดยวิธีประมูลทุกระยะเวลา  5  ปี  และกำหนดให้ผู้รับจำนำต้องเสีย      ค่าใบอนุญาตเป็นรายเดือน  แต่หลักการที่ว่าให้ประมูลตั้งโรงรับจำนำและค่าใบอนุญาตนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีที่เทศบาลเป็นผู้รับจำนำ  อย่างไรก็ตามแม้ว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้จะมีบทบัญญัติในลักษณะเปิดโอกาสให้เทศบาลจัดตั้งโรงรับจำนำได้ก็ตาม  แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีเทศบาลแห่งใดจัดตั้งโรงรับจำนำขึ้นแต่อย่างใด

                                ตลอดเวลาที่เริ่มมีกิจการรับจำนำขึ้นในประเทศไทยจนถึงปี  พ.ศ. 2498  ปรากฏว่ามีแต่เพียง    โรงรับจำนำเอกชนเท่านั้นที่เปิดดำเนินกิจการอยู่  โดยทางราชการมีบทบาทในการควบคุม  และในปี  พ.ศ. 2498  รัฐบาลในสมัย ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม  ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  ได้มีนโยบายจัดตั้งโรงรับจำนำของรัฐเป็นครั้งแรก  เมื่อวันที่  29  เมษายน  2498               โดยใช้ชื่อย่อว่า  โรงรับจำนำของรัฐ  ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น  สถานธนานุเคราะห์  ขึ้นกับ  สำนักงานสถาน ธนานุเคราะห์  ซึ่งมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ  สังกัดกรมประชาสงเคราะห์  กระทรวงมหาดไทย

                                นับตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2498  กิจการของสถานธนานุเคาระห์เป็นที่นิยมของประชาชนเป็นอันมาก     แต่สถานธนานุเคราะห์ก็มีอยู่เฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครเท่านั้นมิได้ขยายไปสู่ภูมิภาค  ประชาชนผู้เดือดร้อน ขัดสนทางการเงินในต่างจังหวัดจึงไม่มีโอกาสได้ใช้บริการโรงรับจำนำของรัฐแต่อย่างใด  ต่อมารัฐบาล              ได้พิจารณาเห็นว่าจังหวัดต่างๆ ในส่วนภูมิภาคมีความเจริญมากพอสมควร  และประชาชนโดยทั่วไปก็มีความรู้  ความเข้าใจในเรื่องการรับจำนำกันดีแล้ว  ดังนั้นในการประชุมคณะรัฐมนตรี  เมื่อวันที่  12  พฤษภาคม  2503       ที่ประชุมจึงได้พิจารณาหาทางจัดตั้งโรงรับจำนำในส่วนภูมิภาคขึ้นโดยมีมติให้กระทรวงมหาดไทย                    รับเรื่องดังกล่าวมาดำเนินการ  เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่ยากจนจะได้ไม่ต้องไปกู้ยืมเงินจากเอกชน          ที่จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูง  และยังเป็นประโยชน์ในการควบคุมการรับซื้อของโจรอีกประการหนึ่งด้วย    และหากกระทรวงมหาดไทยไม่สามารถจัดตั้งขึ้นเองได้ก็ให้พิจารณาให้เอกชนเข้ามาร่วมทุนหรือเข้าหุ้น           โดยกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้จัดการและดำเนินงาน

                                ในการประชุมกระทรวงมหาดไทย  ครั้งที่  20 / 2503  เมื่อวันที่  29  มิถุนายน  2503  ที่ประชุม  ได้พิจารณาเห็นว่า  เดิมเทศบาลหลายแห่งก็ได้คิดที่จะดำเนินการจัดตั้งโรงรับจำนำอยู่แล้ว  เนื่องจากเทศบาล    เป็นหน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่น  มีงบประมาณของตนเองจึงสามารถจัดตั้งเองได้  ดังนั้นการมอบหมาย     ให้เทศบาลจัดตั้งโรงรับจำนก็จะตรงกับเป้าหมายที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยในระยะแรกให้ดำเนินการจัดตั้ง        เป็นการทดลองขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่  นครสวรรค์  อุดรธานี  และหาดใหญ่ก่อน  โดยให้ใช้ระเบียบวิธีการปฎิบัติตามที่สถานธนานุเคราะห์  กรมประชาสงเคราะห์ถือปฎิบัติอยู่  ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบด้วยกับความเห็นดังกล่าว

                                ผลจากมติที่ประชุมกระทรวงมหาดไทย  เทศบาลนครเชียงใหม่จึงได้จัดตั้งสถานธนานุเคราะห์ขึ้นเป็นแห่งแรก  เมื่อวันที่  22  ธันวาคม  2503  หลังจากนั้นเทศบาลนครสวรรค์  เทศบาลนครอุดรธานี             และเทศบาลนครหาดใหญ่ก็ได้จัดตั้งสถานธนานุบาลขึ้นตามลำดับ  ในปี  พ.ศ. 2504  ซึ่งต่อมาในสมัยรัฐบาลที่มี     นายสัญญา  ธรรมศักดิ์  เป็นนายกรัฐมนตรี  ได้พิจารณาเห็นว่าสถานธนานุบาล  เป็นกิจการที่อำนวยประโยชน์   ต่อประชาชน  ในกรณีที่มีความจำเป็นเกี่ยวกับการเงินเพื่อยังชีพของครอบครัวได้เป็นอย่างดี  แต่พระราชบัญญัติเทศบาล  พ.ศ. 2496  ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดหน้าที่  ที่เทศบาลต้องจัดทำภายในเขตเทศบาล  มิได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของเทศบาลต้องจัดทำกิจการสถานธนานุบาล  จึงได้ตราพระราชบัญญัติเทศบาล  (ฉบับที่ 7)  พ.ศ. 2517  กำหนดหน้าที่ให้เทศบาลเมืองและเทศบาลนคร  ดำเนินการสถานสินเชื่อท้องถิ่นขึ้นภายในกำหนด  3  ปี  นับตั้งแต่วันที่  1  ธันวาคม  พ.ศ. 2517

                                ในการดำเนินกิจการสถานธนานุบาลของหน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่น  ได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้นเป็นลำดับ  ทำให้กิจการสถานธนานุบาลขยายตัวอย่างรวดเร็ว  เพราะนอกจากจะเป็นหน่วยงาน ที่อำนวยประโยชน์แก่ประชาชนในการกู้ยืมเงิน  โดยเสียอัตราดอกเบี้ยต่ำแล้วยังสามารถนำผลกำไรจาก            การดำเนินการส่วนหนึ่งหนุนให้แก่หน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่นไปใช้จ่ายในการบูรณะท้องถิ่นให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองนับเป็นการคืนกำไรสู่ประชาชนโดยตรงอีกทางหนึ่งด้วย

                                ปัจจุบันสถานธนานุบาลของหน่วยบริหารราชการส่วนท้องถิ่นได้โอนจากกรมการปกครอง      มาขึ้นอยู่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเมื่อวันที่  19  มิถุนายน  พ.ศ. 2546  โดยมีสำนักงาน จ.ส.ท. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  กระทรวงมหาดไทยเป็นฝ่ายอำนวยการภายใต้ระเบียบกระทรวงมหาดไทย                          ว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินงานกิจการสถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  พ.ศ. 2546                 ซึ่งในสมัยนั้น  ยังมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วราชอาณาจักรอีกจำนวนมาก  มีความประสงค์จะเปิดดำเนินกิจการสถานธนานุบาล  นับตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2503  จนถึงปัจจุบันมีสถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  จัดตั้งสถานธนานุบาลและเปิดดำเนินการแล้วทั้งสิ้น  213  แห่ง  นอกจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็น        ผู้จัดตั้งโรงรับจำนำในต่างจังหวัดแล้ว  ปัจจุบันกฎหมายได้อนุญาตให้เอกชนเปิดโรงรับจำนำในต่างจังหวัดได้  โดยมีการประชุมคณะกรรมการควบคุมโรงรับจำนำ  ครั้งที่  3 / 2546  เมื่อวันที่  13  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2546  คณะกรรมการควบคุมโรงรับจำนำได้มีมติเห็นชอบให้มีการกำหนดท้องที่  ตั้งโรงรับจำนำในทุกอำเภออย่างน้อยอำเภอละ  1  แห่งของทุกจังหวัด  ทำให้สถานธนานุบาลขององค์กรส่วนท้องถิ่น  ต้องมีการปรับกลยุทธ์ให้สามารถแข่งขันกับโรงรับจำนำเอกชนได้

 

 หลักเกณฑ์การคิดอัตราดอกเบี้ย

 

ถ้ารับจำนำไม่เกิน  15  วัน  คิดดอกเบี้ยครึ่งเดือน  ถ้าเกิน  15  วัน  คิดอัตราดอกเบี้ย  1  เดือน

เงินต้นไม่เกิน  5,000.- บาท  คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ  0.50  บาทต่อเดือน

เงินต้นเกินกว่า  5,000.- บาท  แต่ไม่เกิน  30,000.- บาท  คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ  1  บาทต่อเดือน

เงินต้นเกินกว่า  30,000.- บาท  คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ  1.25  บาทต่อเดือน

นำทรัพย์สินที่จะจำนำยื่นพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนของผู้จำนำ  (ยกเว้นทรัพย์สินที่มีทะเบียน)

  

อย่างไรก็ตาม  แม้ว่าสถานธนานุบาลจะเป็นการดำเนินงานแสวงหาผลกำไรเหมือนเช่นการดำเนินธุรกิจการค้าทั่วไป  แต่ก็ต้องกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้มีความเหมาะสม  สามารถพยุงฐานะทางการเงินมิให้ประสบภาวะขาดทุน  และจะต้องนำผลกำไรที่ได้ไปเป็นทุนดำเนินงาน  นำไปเป็นเงินบูรณะท้องถิ่นเทศบาลในปีต่อไป  ทำให้สามารถรองรับการใช้บริการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง  ดังนั้น  นอกจากผู้ปฏิบัติงานของสถานธนานุบาลจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในสภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  แล้วยังต้องมีแนวคิดในการบริหารจัดการเพื่อที่จะสามารถสร้างความสมดุลระหว่างวัตถุประสงค์ของสถานธนานุบาล  และผลกำไรได้อย่างเหมาะสมเป็นธรรม  และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรและประชาชนผู้รับบริการ  รวมทั้งให้ประชาชนได้มีโอกาสได้ซื้อของในราคาถูกจากทรัพย์หลุดจำนำ  (ขายทรัพย์หลุดวันเสาร์แรกของเดือน)  นอกจากนี้เจ้าของทรัพย์ที่หลุดจำนำมีโอกาสซื้อทรัพย์นั้นคืนได้ในราคาอันควร  ผู้ปฏิบัติงานของสถานธนานุบาลต้องมีความเชี่ยวชาญ  และประสบการณ์  ในการตรวจสอบและตีราคาของทรัพย์ที่ประชาชนนำมาจำนำ  เพื่อนำไปพิจารณาประกอบการรับจำนำทรัพย์สินต่างๆ  ให้ถูกต้องเป็นธรรม  โดยให้ถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย  ว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินงานกิจการสถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  พ.ศ.  2546  เพื่อเป็นเสมือนแนวทางให้แก่ผู้ปฏิบัติงานนำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลตรงตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถานธนานุบาล

 

สาเหตุที่ทรัพย์หลุดจำนำ

                                มาเกินระยะเวลาที่กำหนด  เนื่องจากตั๋วรับจำนำ  1  ใบ  มีกำหนด  4  เดือน ผ่อนผันให้อีก  30  วัน  นับจากหลังวันที่จำนำ

การป้องกันไม่ให้ทรัพย์หลุดจำนำ   ควรปฏิบัติดังนี้

                                ผู้จำนำจะต้องมาส่งดอกเบี้ยภายในระยะ  4  เดือน  ไม่ต้องมาทุกเดือนก็ได้  แต่ไม่ควรมาในระยะที่ผ่อนผัน  30  วัน  เพราะถ้าหากลืม  หรือมาเกิน  30  วัน  ทรัพย์ที่จำนำไว้จะหลุดได้  และยังเปิดโอกาสให้ท่านซื้อทรัพย์หลุดได้  โดยการยื่นเรื่องซื้อทรัพย์หลุดคืนในเวลาราชการ

การจำหน่ายทรัพย์หลุด

                                เปิดประมูลจำหน่ายทรัพย์หลุดให้แก่ประชาชนที่สนใจ  ทุกวันเสาร์แรกของเดือน  ตั้งแต่เวลา  9.00 น.  เป็นต้นไป  บริเวณภายในสำนักงานสถานธนานุบาลเทศบาลตำบลป่าซาง

ข้อควรจำ  อย่าลืมนำบัตรประจำตัวประชาชนมาด้วยทุกครั้งที่ใช้บริการสถานธนานุบาล  (โรงจำนำ)

เวลาเปิดทำการ    วันจันทร์ วันศุกร์            เวลา  8.00 น. 16.00 น.

วันหยุดทำการ     วันเสาร์ วันอาทิตย์          วันหยุดตามประกาศของสำนักงาน จ.ส.ท. 

วันหยุดตามประกาศของเทศบาลตำบลป่าซาง

 
สำนักงานเทศบาลตำบลป่าซาง 666 ถนนลำพูน จังหวัดลำพูน 51120 โทร.0-5352-1007